สาวจาก South Australia “ตุ้ม” ศริยา ศรีพิพัฒน์
คอลัมน์ Interview ในโอกาสต้อนรับลมร้อน ขอแนะนำให้รู้จักเพื่อนเราอีกคนหนึ่ง คือ ตุ้ม หรือ ศริยา ศรีพิพัฒน์
สาวอีกคนที่อัธยาศัยดี แล้วพูดเก่งมากๆๆๆ ใครที่เจอตุ้มครั้งแรก ตุ้มจะคุยเหมือนรู้จักกันมานาน
หลายคนที่ไปทวีปใต้ ดูรูปตุ้มปัจจุบันแล้ว อาจจะนึกไม่ออกว่าเคยเจอกันมาก่อนไปหรือเปล่า
ขอแนะนำให้คลิ๊กเข้าไปดูรูปสมัยก่อนไป แล้วหลายคนอาจจะร้องอ๋อ
ไม่น่าเชื่อว่าเวลาผ่านไปสิบกว่าปี เธอจะงามขึ้นขนาดนี้
แล้วนี่เพิ่งได้งานใหม่เป็นนิตยสารแฟชั่น เธอคงจะสวยขึ้นอีกแน่นอน

Profile
ชื่อ - นามสกุล : ศริยา ศรีพิพัฒน์
ชื่อเล่น : ตุ้ม
ชื่อใน webboard : toom
ไป AFS ที่เมืองและประเทศ : ประเทศ Australia รัฐ South Australia เมือง Cummins
ที่อยู่ปัจจุบัน : หมู่บ้านสุวรรณนิเวศน์ ถ. นวมินทร์ คลองกุ่ม บึงกุ่ม กรุงเทพฯ
สถานที่ทำงาน : นิตยสารแฟชั่น
- ตุ้มเป็นคนกรุงเทพฯ หรือคนต่างจังหวัดจ๊ะ แล้วเรียนโรงเรียนอะไร
เราเป็นคนเชียงราย โรงเรียนเราเป็นโรงเรียนผู้หญิงประจำจังหวัดชื่อโรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ แต่ชั้นมัธยมปลายจะมีผู้ชายอยู่ด้วย แต่เป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับผู้หญิง
- อยู่ไกลถึงเชียงราย ทำไมถึงสมัคร AFS
เอาเหตุผลจริงๆเลยใช่ไหม คือตอนสมัครสอบน่ะไม่ได้คิดอะไรมากเลย คิดว่ามันเป็นโอกาสสุดท้ายแล้วที่จะได้สอบก็เลยขอลองซักตั้ง อาจารย์ที่โรงเรียนก็สนับสนุนเหลือเกิน สอบเถอะตุ้ม… ครูว่าเธอน่าจะได้ ครูพูดเหมือนการได้ทุน AFS คล้ายๆกับเดินทางไปกรุงเทพฯมาก อีกอย่างในตอนนั้นกระแสสอบเทียบมันรุนแรงมากไง แต่เราไม่เคยคิดจะสอบเทียบเลย คือไม่เข้าใจว่าจะรีบอยากจบอะไรนักหนา เราเป็นเด็กเรียนและทำกิจกรรมเยอะมาก ก็เลยรู้สึกอยากอยู่ทำอะไรอีกตั้งหลายอย่าง แต่ลึกๆมันก็อดรู้สึกไม่ได้เหมือนกันนะว่า เออคนอื่นเค้าสอบเทียบ แล้วเราจะทำอะไรดีจะได้เอามาชดเชยกันได้ ประจวบกับพ่อของเราเค้าอยากให้เราเรียนสายวิทย์คณิตมากตั้งแต่ขึ้นม.4 ไอ้เรารึก็ชอบสายศิลป์มากกว่า เค้าก็ชอบมาแอบบ่นๆ เสียดาย เค้าอยากให้ลูกเรียนวิศวะฯ เราก็เลย เอาวะ… ขอสอบ AFS ดู เผื่อติด เค้าจะได้เลิกบ่นว่าลูกเลือกสายการเรียนผิด เหตุผลซับซ้อนเนอะ!?!
- ตุ้มจำได้ไหมว่าสอบข้อเขียนที่ไหน และสอบสัมภาษณ์ที่ไหน
ไปสอบที่โรงเรียนชายประจำจังหวัดชื่อโรงเรียนสามัคคีวิทยาคม เป็นโรงเรียนของโก๋ AFS31 ไป Canada นั่นแหละ สอบสัมภาษณ์ก็ที่นี่เหมือนกัน เป็นสนามสอบใหญ่ของจังหวัดเลย
- มีเพื่อนในห้องสัมภาษณ์คนไหนที่ตุ้มจำได้บ้าง
ที่จริงมีเพื่อนๆจากหลายๆโรงเรียนในจังหวัดผ่านเข้าไปสอบสัมภาษณ์ 12 คน สละสิทธิ์ 1 คน แต่จำโก๋ได้คนเดียวจริงๆ เพราะปีนั้นทั้งจังหวัดมีแต่เรากับโก๋ที่ได้ (ฟังดูยิ่งใหญ่มาก) คือโก๋กับเราเนี่ย เราเป็นทั้งเพื่อนบ้านและเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่อ้อนแต่ออกเลย พ่อแม่เรากับพ่อแม่ของโก๋เป็นเพื่อนกันมาก่อน ก็เลยสืบทอดกันเป็นเจเนอเรชันไป วันไปสอบสัมภาษณ์เราก็นั่งมอเตอร์ไซค์ไปกับโก๋ ขากลับมันก็มาส่ง แล้วก็ดันติดกันทั้งสองคน บ้านก็อยู่ใกล้ๆกันนั่นแหละ ถ้าเป็นเลือกตั้งส.ส. ป่านนี้เรากับมันคงโดนสอบไปแล้ว อาจจะมีการฮั้วกันอะไรแบบนั้น ช่วงนั้นหมู่บ้านเราเป็นที่เลื่องลือมาก… (คิดไปเอง)

Orientation ที่พัทยา
- ตุ้มไป Orientation Camp ที่ไหน บรรยากาศเป็นอย่างไรบ้าง
ไปพัทยา ไปแบบมึนๆงงๆ ต้องขอออกตัวก่อนว่าเราไม่ค่อยได้ไปไหนไกลบ้านซักเท่าไหร่ ไกลที่สุดของเราคือเชียงใหม่ ก่อนหน้านั้นเคยมากรุงเทพฯแค่ครั้งเดียวแล้วก็ปาเข้าไปตั้ง ม.3 แล้วนะ ก็ไม่คิดว่ามาอีกครั้งจะเป็น Orientation Camp เลย แต่เราเป็นเด็กไม่ค่อยกลัวอะไรอยู่แล้ว ให้ไปก็ไป คิดว่าเดี๋ยวก็ได้เพื่อนเอง ไปหาเอาข้างหน้า… คิดอย่างเดียวว่ามันน่าจะสนุก แล้วมันก็สนุกจริงๆ เสียดายก็ตรงเวลามันน้อยไปหน่อย เพื่อนก็เยอะ เพราะมันเป็นOrientation Camp ของทวีปใต้ใช่ไหม ก็มาเลยสามประเทศ Australia, New Zealand แล้วก็ Japan เฉียดร้อยเหมือนกันนะ ชอบที่สุดก็น่าจะเป็นเวลาที่ได้มานั่งคุยกันล่ะมั้ง แปลกตรงเวลาทำกิจกรรมหรือเล่นเกมเราจะเฉยๆมาก กลับชอบเวลาที่ได้พูดคุยกันหรือไม่ก็เวลาที่พวกรุ่นพี่เค้ามาเล่าประสบการณ์ให้ฟังมากกว่า (เป็นเด็กกิจกรรมที่ไม่ชอบสันทนาการค่ะคุณ!)

ก่อนบินไป Australia
- คราวนี้มาถึงวันขึ้นเครื่อง บรรยากาศเป็นอย่างไร มีใครมาส่ง
ครึกครื้นและตื่นเต้น (แต่ไม่มาก เป็นคนไม่ค่อยตื่นเต้นกับอะไรเลย) จำได้ว่ามีคนไปส่งกันที่สนามบินเยอะมาก ทีนี้มันจะต้องมีการแบ่งกลุ่มตามรัฐที่ไปกันด้วย South Australia มีกันทั้งหมด 6 คน เป็นหญิงสาวสามคนได้แก่เกด นุ่น และตุ้ม ที่เหลือเป็นชายหนุ่มอีกสามคนคือกีตาร์ เจเจ และรมย์ วันนั้นเฉพาะบ้านก็มีแม่ พ่อ ตาแล้วก็ยายมาส่งแบบพร้อมหน้า ส่วนเพื่อนๆคนอื่นๆที่อยู่กรุงเทพฯก็จะมีเพื่อนๆที่โรงเรียนมาส่งกันเยอะแยะไปหมด สนามบินงี้แน่นซะ… ปรากฏด้วยความที่มันวุ่นวาย ตอนเค้าเรียกไปเข้าเกตมันก็เลยฉุกละหุกสุดๆ เราได้ลาคนที่บ้านแป๊ปเดียวเอง ก่อนจะเดินเข้าเกตไป (มารู้ทีหลังว่าแม่แอบร้องไห้ แล้วก็นอนไม่หลับอยู่ตั้ง 2-3 คืนแน่ะ)
- เล่าเรื่องการเดินทางหน่อยสิ
มันก็… ไม่ตื่นเต้นเลยนะ นี่คือการเดินทางไปต่างประเทศเป็นครั้งแรกในชีวิตก็จริง แต่พอเครื่องแลนดิ้งกลับรู้สึกเฉยๆมาก ก็มีคิดนะ… นี่มันเมืองนอกแล้วหรือ บรรยากาศก็ไม่ค่อยต่างจากบ้านเราเท่าไหร่นิ จะออกแนวตื่นตาตื่นใจมากกว่าที่ได้เห็นฝรั่งมากมายขนาดนี้ แล้วก็มีเจ้าหน้าที่ Camp มารับเรา จำได้ว่านอนสลบสไลบนรถกันไปทั้งหกชีวิตนั่นแหละ พอไปถึง Camp ก็รู้สึกจะมีเด็กจากประเทศอื่นๆมาล่วงหน้ากันก่อนบ้างแล้ว รวมระยะเวลา Orientation Camp คราวนั้นก็หกวันแน่ะ เราก็ต้องปรับตัวกันอยู่พอสมควร ตั้งแต่เรื่องอาหาร ภาษา แล้วก็เรียนรู้เรื่องการใช้ชีวิต แต่ที่จำได้ไม่เคยลืมเลยก็คือพอวันที่สาม เด็กจาก USA ก็มากัน แล้วก็มีเด็กผู้หญิงจาก Texas คนนึงเข้ามาถามอะไรเราซักอย่าง แล้วนึกดูนะ เราเพิ่งไปอยู่แค่สามวัน แล้วแม่คุณก็พูดสำเนียง Texan แรงมั่กมาก… เราจะฟังรู้เรื่องไหม เค้าถาม How long have you been here? เราก็ I beg you pardon? ไปสามหน จนต้องค่อยๆพูดเน้นทีละคำให้เราฟังเข้าใจ แล้วเราก็เห็นสีหน้าเค้าแบบ… รำคาญเราน่ะ ตอนนั้นแรงฮึดก็มาเลย บอกกับตัวเองว่า คอยดูนะซักวันฉันจะต้องเก่งขนาดที่คุยกับหล่อนรู้เรื่องเสมือนหนึ่งเป็นเจ้าของภาษาเลย ปรากฏว่าตอนหลังเรากลายเป็นชอบเพื่อนคนนี้มาก เพราะเธอนิสัยดีน่ะ
- มีเพื่อน AFS จากประเทศไทยอยู่ในเมืองเดียวกันกับตุ้มหรือเปล่า
ในเมืองเดียวกันไม่มีเลย คือเมืองเราเล็กมากขนาดที่ไม่ปรากฏในแผนที่เลยนะ ทั้งเมืองมีคนอยู่ไม่กี่พันเอง ทั้งโรงเรียนมีนักเรียนแค่ 400 กว่าคน คือเมืองมันเล็กขนาดที่ไปยืนหัวถนนแล้วเห็นร้านรวงครบทุกร้านน่ะ เพื่อน AFS ในเมืองเดียวกันมีสองคนมาจากแคนาดาคนนึงชื่อ Jackie แล้วก็สวีเดนคนนึงชื่อ Eva โชคดีที่นิสัยดีทั้งคู่เลย ส่วนเพื่อนคนไทยที่อยู่ใกล้ที่สุดคือ เจเจ เจอยู่ Port Lincorn (ถ้าสะกดไม่ผิด) นั่งรถไปหาประมาณชั่วโมงครึ่งก็ถึง นานๆหรอกถึงจะมีไปเจอกันซักที

กับเพื่อน AFS ที่โรงเรียน Jackie จาก Canada และ Eva จาก Sweden
- ตอนไปเจอ Host Family ครั้งแรกบรรยากาศเป็นอย่างไรบ้าง
เรานั่งเครื่องบินจาก Adelaide ไป Cummins เลยนะ เออ ก็ไม่เชิง คือยังงี้ เพราะเมืองมันก็อยู่ไกลกันพอสมควรใช่ไหม ประมาณกรุงเทพฯไปเชียงใหม่น่ะ เค้าคงเห็นว่าให้นั่งรถบัสไปมันคงจะดูสมบุกสมบันไปนิด ก็เลยให้นั่งเครื่องบินจาก Adelaide ไปลงที่ Port Lincorn (แบบว่าเจริญกว่า Cummins เยอะเลย) Dad เป็นคนไปรับเรากับน้องสาวชื่อ Mardi น้องสาวเราอ่อนกว่าเรา 1 ปี ส่วน Dad นี่เหมือนซานตาคลอสมาก ตัวใหญ่ขนาดที่กอดเรานี่จมหายเข้าไปในพุงเลย ได้อารมณ์จริงๆ Dad ชั้น! สนามบินที่นั่นมันก็แบบเล็กๆเนอะ เค้าเมืองเล็กไง แต่ที่แปลกใจก็คือ ‘ทำไมครอบครัวชั้นไม่ใส่รองเท้า (วะ)’ คือพี่เล่นล่อเท้าเปล่าเข้ามารับเลย ตอนเอากระเป๋าไปเก็บในรถเราก็มีแอบคิดนะ ‘แล้วนี่ฉันจะฟังเขารู้เรื่องไหมนี่’ หลายคนน่าจะรู้อยู่แล้วว่าสำเนียงแบบออสซีเป็นยังไง ขนาดคนออสซียังบอกเลยว่า มันเป็น ‘lazy accent’ ยานคางมาก ตอนที่ Dad กับน้องสาวชวนเราคุย เรางี้มึนตึ้บเลย ได้แต่ตอบ ‘yes yes’ รำคาญตัวเองเหมือนกันนะ อารมณ์ประมาณเข้าใจที่เค้าพูด แต่ไม่รู้จะตอบเค้ากลับไปยังไง หูย… หงุดหงิดมาก
Dad พาเราไปบ้านคุณตากับคุณยาย วัตถุประสงค์คือให้เราไปนอนพักผ่อน รอ Mum ที่ไปรับน้องสาวคนเล็กของบ้านมาจากโรงพยาบาล เราถึงได้รู้วันนั้นว่า น้องสาวคนเล็กที่ชื่อ Narrelle นั้นเป็นลูกบุญธรรมที่เป็นโรคพิการทางสมอง ไม่ใช่ออทิสติกนะ แต่คือเค้าอายุ 6 ขวบที่สมองเท่ากับเด็กอายุ 3 เดือนน่ะ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย พอเราตื่นก็ถึงเวลาออกเดินทางไปบ้าน ที่นั่นมีพี่ชายคนรอง (ตัวเล็กกว่า Dad หน่อยเดียว) รออยู่ชื่อ Timothy ส่วนพี่ชายคนโตอยู่ Adelaide นานๆจะกลับมาหนนึง ห้องของเราเป็นห้องเก่าของพี่ชายคนโต ที่เป็นห้องเดี่ยวๆแยกออกจากตัวบ้านอีกที ห้องงี้ผู้ช้ายผู้ชาย มีโปสเตอร์นักกีฬาฟุตบอลเต็มไปหมด
- Host Family เป็นอย่างไรบ้าง เช่น มีกี่คน มีสัตว์เลี้ยงหรือไม่ ลักษณะบ้านเป็นอย่างไร
ครอบครับของเรามีสมาชิกทั้งหมด 6 คน นี่ยังไม่รวมเรานะ Dad ชื่อ Dean, Mum ชื่อ Barbara, พี่ชายคนโตชื่อ Adam, พี่ชายคนรองชื่อ Timothy, น้องสาวชื่อ Mardi และน้องคนเล็ก Narrelle เราสนิทกับ Mum มากเพราะ Mum อารมณ์ดีเป็นแม่บ้านที่น่ารักสุดๆ ทำอาหารก็อร่อย น้องสาว Mardi นี่ไปโรงเรียนด้วยกัน เป็นเด็กน่ารักร่าเริง แล้วก็เป็นขวัญใจของคนทั้งโรงเรียนเลย Adam จะเหมือน Mum ให้ความรู้สึกเป็นพี่ชายที่แสนดีเลยนะ ส่วน Tim นี่เค้าจะออกห่ามๆหน่อย เราจะมีปัญหากับเค้ามากที่สุด เพราะเค้าเป็นคนอารมณ์ร้อนแล้วก็ชอบพูดแรงๆ เรารู้สึกเข้ากับเค้าไม่ค่อยได้เท่าไหร่ จนได้ Mum นี่แหละมาช่วยพูดช่วยคุยให้ เรื่องก็คลี่คลาย เราก็เลยรู้สึกดีกับเค้านะที่เค้าก็ยอมปรับตัวเข้าหาเราบ้าง ช่วงครึ่งปีหลังก็เลยสบายใจขึ้นมาก ส่วน Narrelle เนี่ย เราอยู่กับเค้ามานานจน เวลาเจอเด็กปกติแล้วทำตัวไม่ถูกเลยนะ คือเด็กคนนี้น่าเวทนามาก แต่เค้าก็โชคดีที่ได้ครอบครัวนี้รับอุปการะเอาไว้ ที่บ้านนี่คือทุกคนจะรักเค้ามาก เราก็เลยพลอยผูกพันกับเด็กคนนี้มากเพราะช่วย Mum เลี้ยงด้วย (เกิดมาไม่เคยเลี้ยงเด็ก พอได้เลี้ยงก็เจอน้อง Narrelle เลย)
สัตว์เลี้ยงของบ้านเราคือแกะจำนวนพันกว่าตัว คือเมืองนี้เค้าทำฟาร์มกันเป็นอาชีพหลักเลย เมื่อก่อนมีเลี้ยงหมาด้วย แต่เห็นว่ามันป่วย ปีก่อนหน้าที่เราจะมา Dad ดิชั้นก็เลยยิงทิ้งไปแล้ว! ฟังแล้วสะเทือนใจแต่ก็เข้าใจ เพราะเค้าเลี้ยงใช้งานไง แบบม้าแบบวัวอย่างนี้ ความผูกพันในแง่สัตว์เลี้ยงเลยไม่มี บ้านแต่ละหลังนี่อยู่ห่างกันเป็นกิโลเลย เอาเฉพาะบ้านเราเนี่ยมีแกะพันกว่าตัว เนื้อที่ทั้งหมดที่ใช้ปลูกข้าววีตและข้าวโอ๊ทมีประมาณ 700 กว่าเอเคอร์ (ประมาณ 1,200 ไร่) เอาเฉพาะ gate เข้าบ้านไปถึงตัวบ้านนี่คือไกลจะเป็นกิโลเลยนะ วันไหน Mum บอกว่า ตุ้มวันนี้ Mum กลับไม่ทัน ยูต้องเดินเข้าบ้านเองนะ เราก็เพลียแล้ว… อย่างถ้าเป็นบ้านเรา จะไปเที่ยวบ้านเพื่อน หาคนนั้นคนนี้ ก็เดี๋ยวเดินไปแป๊บๆก็ถึงใช่ไหม แต่อันนี้นี่คือ… เดี๋ยวเราจะไปบ้าน Kirsty กัน อู้หู… เตรียมกันเข้าไปสิ แซนด์วิช ขนมนมเนย หิ้วกันไปเป็นตะกร้า ไปทีก็ต้องอยู่กันให้คุ้ม ครึ่งค่อนวันโน่นแหละ เรื่องจะคิดว่าเดี๋ยวเดินไปข้างบ้านเนี่ย ลืมไปได้เลย เพราะมันอยู่ห่างกันไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ ลำพังขับรถให้พ้นเขตบ้านตัวเองก็มึนตึ้บแล้ว กว้างใหญ่ไพศาลมาก
- ตุ้มอยู่โรงเรียนอะไร โรงเรียนเป็นยังไงบ้าง
โรงเรียนของเราชื่อ Cummins Area School เป็นโรงเรียนที่เปิดสอนตั้งแต่อนุบาลยันเกรด 12 (เทียบเท่า ม.6) ขนาดนี้ยังมีนักเรียนแค่ 400 กว่าคนเอง เพราะฉะนั้นทุกคนจะรู้จักกันหมด เราเป็นเอเชียหัวดำคนเดียวของเมือง (ย้ำเลยว่าของเมือง) ดังนั้นจึงชินกับการที่เวลาเดินไปตามจุดต่างๆของโรงเรียนแล้วจะต้องมีคนเข้ามาทักทายอยู่ตลอดเวลา แต่ก็เป็นที่ที่ดี เราเองก็ได้เพื่อนดีๆจากที่นี่หลายคน เราเดินทางไป-กลับด้วย School Bus อยู่ประมาณ 8-9 เดือน ก่อนที่จะได้ย้ายบ้านมาอยู่ในเมือง ตอนขึ้น School Bus นี่คือคนที่บ้านจะขับรถออกมาส่งตรงหน้าบ้าน รถจะมารับตรงเวลาทุกเช้าเป๊ะๆเลย แต่ที่จำได้ไม่เคยลืมก็คือ ไปโรงเรียนช่วงแรกๆเราเครียดมาก มันเจ็บใจนะเวลาที่เรียนไม่รู้เรื่องเนี่ย หงุดหงิดมาก มีวันนึงเราฟิวส์ขาดเลย พอได้คุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาเราเท่านั้นแหละ เขื่อนแตกทันที ร้องไห้จนตาบวม มันโมโหตัวเอง ทำไมถึงเรียนไม่รู้เรื่อง (วะ) เนื้อหาวิชามันไม่ได้ยากอะไรเลย ทำไมถึงไม่รู้เรื่อง ตีอกชกหัวตัวเองจนหายบ้า ก็เลยถึงจุดที่รู้สึกว่าเราคงต้องลดความคาดหวังในตัวเองลงบ้าง อะไรที่ไม่รู้เรื่องเราก็สามารถบอกได้ตรงๆเลยว่าเราไม่รู้เรื่อง มีอะไรก็หัดถาม หัดบอก อย่าทำตัวเป็นคนปากหนัก เราเลือกเรียนอยู่ 5 วิชา คือ English, Arts, Business Math, French แล้วก็อีกวิชานี่สารภาพตามตรงว่าจำไม่ได้ (ไม่รู้เรียนอะไรไปบ้าง) แต่เราจะโดดเด่นมากคือ English กับ Arts เพราะเราเรียนสายศิลป์มาใช่ไหม ก็จะวาดรูปลายทงลายไทย วาดพระพุทธรูปอะไรไป… ฝรั่งไม่เคยเห็นก็อื้อหืออภิเชษฐ์กันใหญ่
- เล่ากิจวัตรประจำวัน ทั้งวันธรรมดาและเสาร์อาทิตย์
เราจำอะไรไม่ค่อยได้เป็นชิ้นเป็นอันเท่าไหร่นะ บอกตามตรงว่าค่อนข้างน่าเบื่อแล้วก็ไม่ค่อยมีอะไรทำเท่าไหร่ ผิดวิสัยลิงอย่างเรามาก ขนาดโทรทัศน์ยังมีแค่สองช่องเลย ช่วงกลางวันมีแต่กีฬา น่าเบื่อมากกกกก… ต้องรอซักบ่ายสี่โมงโน่นแหละถึงจะมีรายการอะไรน่าดูบ้าง แต่เราก็ดูโทรทัศน์ไปเยอะนะ มันช่วยได้มากเลยเรื่องการฟัง วันดีคืนดีก็ไปเช่าวิดีโอมาดูซึ่งส่วนใหญ่จะได้เช่าประมาณวันศุกร์หลังเลิกเรียนนั่นแหละ ไม่ใช่นึกอยากจะออกมาเช่าวันไหนเมื่อไหร่ก็ได้นะ เพราะบ้านเรากับตัวเมืองอยู่ไกลกันตั้ง 29 กิโลแน่ะ แต่ถึงขนาดนั้นร้านวิดีโอในเมืองทั้งหมดสามร้านก็โดนอิชั้นเช่าหนังมาดูจนเหี้ยนไปเลยเหมือนกัน บางอาทิตย์ก็จะได้ไปเที่ยว Port Lincoln บ้าง บางทีก็ไปเที่ยวบ้านเพื่อน บางทีก็ไปเข้าแคมป์คริสเตียน (บ้านเราเป็นคริสเตียน) บางทีก็ไปเล่นกีฬา กิจวัตรประจำวันก็เลยหลากหลายแล้วก็ไม่ค่อยเป็นชิ้นเป็นอันเท่าไหร่ แต่อย่างน้อยๆ ตอนที่ไปก็มีติดละครของเค้าเหมือนกัน ใครเคยไปออสเตรเลียคงรู้จัก Home And Away เป็นอย่างดี เด็กแลกเปลี่ยนทุกคนอย่างน้อยก็ต้องร้องเพลงไตเติ้ลของมันได้ล่ะ แล้วก็ Neighbors ที่เหลือก็เป็นหนังที่เค้าเอามาฉายตอนดึกๆ ก็ดูมันทุกคืน ว่างมาก
- งานอดิเรกตอนอยู่ที่นั่น
ดูทีวีและวิดีโอ แล้วก็จดสแลงที่น่าเอามาใช้เอาไว้ เราทำจริงๆนะ ได้ประโยชน์มากเลย กลายเป็นว่าอยู่ออสเตรเลีย นอกจากจะได้สำเนียงออสซีแล้วยังได้สำเนียงอเมริกันมาด้วย (ตอนหลังพูดสำเนียงอังกฤษก็ได้ด้วยเค่อะ) เขียนจดหมาย ทั้งปีนั่นเราเขียนจดหมายไปไม่น่าจะน้อยกว่า 300 ฉบับ แล้วก็ซื้อนิตยสารเพลงมาอ่าน เยอะมาก… ตอนหลังโละให้น้องสาวไปหมดเลย
- มี AFS Camp หรือเปล่า
มีจ้ะ เรามี Orientation Camp ตอนไปถึงใหม่ๆใช่ไหม แล้วพอเกือบๆกลางปี ก็มี Camp อีก แต่ Camp นี้จำชื่อไม่ได้ จัดขึ้นเนื่องในโอกาสอะไรก็จำไม่ได้ พอช่วงประมาณตุลาคมเป็น Bush Track แบบว่าเดินทางตะลุย Outback ของ Australia เป็นเวลาประมาณ 10-11 วันเลย สนุกมากเพราะลุยจริงๆ แล้วก็สุดท้ายก็คือ Camp อำลานี่แหละ ทุกครั้งที่ไปก็จะได้เจอเพื่อนคนไทยอีก 5 คนที่อยู่รัฐเดียวกัน รู้สึกจะไม่ได้เจอคนไทยคนอื่นอีกแล้วนะ Camp แรกนี่ก็อย่างที่เล่าไปแล้วเนอะ Camp ที่สองนี่ที่จริงสนุกนะ แต่ทำไมความทรงจำมันถึงได้รางเลือนนักก็ไม่รู้ แต่ Bush Track นี่คือจำได้เยอะเลย เพราะมันเป็นการเดินทางแบบผจญภัยสมบุกสมบันดีจริงๆ กิจกรรมมีให้ทำอะไรเราทำหมดเลยนะ ปีนเขาก็ไป ขี่อูฐก็เอา ตะลุยเหมืองแร่ก็ไม่หวั่น คือ… เที่ยวจนคุ้มจริงๆ ส่วน Camp สุดท้าย น่าจะเป็น Camp ที่เราประทับใจที่สุดแล้ว มีเศร้านิดหน่อยเพราะมันต่างจาก Camp แรกซึ่งจะมีคนมาเพิ่มเรื่อยๆใช่ไหม แต่ Camp นี้จะแบบ… เราต้องไปส่งเพื่อนที่เดินทางกลับก่อนทุกวันเลย ค่อยๆหายไปกันทีละคนสองคน ยังดีนะที่พวกเรากลับกันประมาณวันที่สาม… ก็เลยไม่เศร้ามาก ชิงกลับก่อนได้เปรียบ (ยังไง)
- ได้ไปเที่ยวที่ไหนบ้าง
เราได้ไปเที่ยวเยอะเหมือนกันนะ นอกจากจะไปเที่ยวกับเพื่อนๆ AFS ด้วยกันเองเนี่ย Adelaide เมืองหลวงของ South Australia เป็นอีกที่ที่เราไปบ่อยมาก ไปทีไรก็ต้องไปแวะที่ Rundle Mall มันจะเป็นเหมือนกับย่านถนนคนเดินให้คนมาเดินช็อปปิงน่ะ ซึ่งว่ากันตามจริงแล้วเราแทบจะไม่เคยได้ซื้ออะไรเลย ใน Adelaide นี่ดีอย่างตรง เมืองนี้เป็นเหมือนศูนย์กลางของศิลปะ มันก็เลยจะมีเค้าเรียกว่าอะไรล่ะ Festival Theatres ใช่ไหม แล้วก็พวกพิพิธภัณฑ์อะไรแบบนี้ จะมีหลายแห่งแล้วก็น่าสนใจมาก เราก็จะแบบทั้งไปเองบ้าง โรงเรียนพาไปบ้าง นอกจากนี้ก็จะมีทริปที่จัดขึ้นโดยทาง AFS เอง ไม่ว่าจะเป็น Orientation Camp, โครงการแลกเปลี่ยนเด็กชนบทกับเด็กในเมือง, Bush Track รวมถึงแคมป์สุดท้ายก่อนกลับบ้านด้วย นอกนั้นก็จะเป็นแบบไปเที่ยวบ้านเพื่อนคนอื่นๆ อย่างบ้านเจเจ หรือไม่ก็บ้านนุ่น อ้อ… เราเคยไปเที่ยว Northern Territory กับที่บ้านนุ่นมาแล้ว ซึ่งอันนี้ก็คงต้องขอบคุณนุ่นกับครอบครัวของนุ่นมากๆ หาไม่แล้วข้าพเจ้าคงจะไม่มีโอกาสได้ไปสัมผัสกับ Ayers Rock เป็นแน่แท้ทีเดียว
- เหตุการณ์ประทับใจของปี
มีเยอะจนนึกไม่ออกว่าจะหยิบเอาอันไหนมาเล่าดี เอาเท่าที่จำได้ก็คงจะเป็นตอนที่คืนดีกับพี่ชายคนรองได้ในที่สุด เพราะเราทั้งคู่อยู่ดีๆก็ออกอาการไม่กินเส้นกันขึ้นมา แต่ก็ได้ mum มาช่วยเอาไว้ แล้วก็น่าจะเป็นช่วงแคมป์สุดท้ายก่อนกลับล่ะมั้ง อารมณ์มันคงประมาณจะกลับบ้านแล้ว มันก็เลยโล่งใจ ตื่นเต้นนิดๆ แล้วทุกอย่างมันดีมาก เพื่อนๆทุกคนในแคมป์ก็แบบร่าเริงน่ารัก คนที่เรารู้สึกว่า เอ๊… เค้าไม่ชอบหรือดูถูกเราหรือเปล่า ก็กลายเป็นเพื่อนคุยกันไปในที่สุด Happy Ending มากเลยนะความรู้สึกในตอนนั้น อ้อใช่… มีอีกอันนึง ตอนนั้นรู้สึกเราจะอยู่ประมาณเดือนที่ห้าแล้ว วันนึงเรานั่งดูวิดีโอรู้สึกจะเป็นหนังที่เคยดูไปแล้วตอนอยู่เมืองไทย จำได้ว่าเคยฟังไม่ออกแล้วต้องอาศัยอ่านซับไตเติ้ลไปตลอด แต่วันนั้นที่นั่งๆดูอยู่มันไม่มีซับฯไง แล้วเราก็เหมือนจู่ๆฉุกคิดขึ้นมา… เฮ้ย… ฟังรู้เรื่องล่ะ! ฟังออกหมดเลย ดีใจมาก ก็เลยวิ่งเข้าไปหา Mum ในครัว บอกเนี่ย Mum หนูเข้าใจหมดเลยว่าพูดว่ายังไง! Mum ก็ย้อนถามกลับมาว่า หนูเพิ่งรู้ตัวหรือลูก แล้วก็หัวเราะ วันนั้นแบบว่าภูมิใจมาก ในที่สุดฉันก็ฟังออกเสียที ทั้งๆที่จริงๆแล้วฟังออกมาตลอดนั่นล่ะ แต่ความรู้สึกช้าเหลือเกิน
- กลับมาประเทศไทยวันแรกตุ้มรู้สึกอย่างไรบ้าง
รู้สึกตื่นตาตื่นใจ โอ้โห… ทำไมคนหัวดำเยอะยังงี้! เพราะเราไปอยู่ที่โน่นมีแต่ฝรั่ง เราไม่เคยสังเกตมาก่อนเลย แต่พอกลับมามันรู้สึกได้ ในขณะเดียวกันมันเป็นบรรยากาศในแบบที่คุ้นเคยมาก มันคิดถึงนะ ตอนเจอแม่ทีแรกนี่เดินเข้าไปกอด แม่งงมาก ที่ผ่านมาเราไม่ค่อยแสดงอารมณ์แบบนี้ไง แต่อยู่ที่โน่นจะกอดตลอด เราจะต้องอยู่กรุงเทพอีก 3-4 วันใช่ไหม ตอนนั้นเองที่เรารู้สึกแล้วว่าเราไม่เหมือนเดิม ทำไมเราถึงไม่รู้สึกกลัวหรือหวั่นใจอะไรเลย (วะ) คือเมื่อก่อนเนี่ย ถ้าต้องไปทำอะไรที่เราไม่เคยทำหรือไม่คุ้นเคย เราจะกังวลมาก พารานอยด์อยู่นั่น แต่นี่เรารู้สึกว่าเราคล่องจังเลย เราอยากลองนั่นลองนี่เยอะแยะไปหมด แต่อย่างหนึ่งที่รบกวนจิตใจเรามากก็คือ เรื่องแม่นี่แหละ เราอึดอัดมากเพราะแม่เค้าจะจู้จี้กับเราตลอดเวลา คือแม่เค้าไม่รู้หรอกว่าปีหนึ่งที่ผ่านมา เราไปใช้ชีวิตแบบไหน ครอบครัวเราที่โน่นเค้าให้อิสระในการเลือกคิดเลือกตัดสินใจ แล้วเค้าจะให้ความไว้เนื้อเชื่อใจเรามาก แต่แม่เราเนี่ย เค้าจำเราตอนไปได้ยังไง ตอนกลับเราก็จะยังคงเป็นแบบนั้นในความรู้สึกของเค้านะ เราก็แบบหงุดหงิดนะ ทำไมทำกับเราเป็นเด็กๆขนาดนี้ บ่นโน่นบ่นนี่ แต่ก็เข้าใจเค้าในที่สุด เพราะเค้าก็เป็นมาตั้งนานแล้ว เราแค่ไม่เจอแบบนี้มาปีนึงเท่านั้นเอง ก็เลยเลือกที่จะปรับตัวเองซะน่าจะง่ายกว่า พอกลับไปเชียงรายนี่เราลิงโลดเลย โอ้… คิดถึงบ้านมาก เห็นญาติพี่น้องตัวเอง หมาที่บ้าน ข้าวของทุกอย่าง อู๊ยยย… คิดถึง ดีใจที่ได้กลับบ้าน ที่ยังจำได้ดีจนถึงวันนี้ก็คือ ตอนไปเปิดตู้เย็นที่บ้านแล้วรู้สึกว่าทำไมตู้เย็นมันเตี้ยๆ ที่แท้เราสูงขึ้นอีกตั้ง 3 เซนต์แน่ะ
- การเรียนเป็นอย่างไร กลับไปเรียนที่โรงเรียนเดิมหรือเปล่า
ปวดหัวอยู่เหมือนกัน เพราะไม่อยากเรียนซ้ำชั้นแล้ว พวกเพื่อนๆเราเรียนจบกันไปหมด จะให้เรามาเรียนกับรุ่นน้องโดยที่เสียเวลาไปอีกปีนี่ ยังไงก็ไม่เอาโชคดีมากที่ตอนไปเรียนที่โน่นเราจบ year 12 คือเทียบเท่า ม.6 ก็สามารถโอนหน่วยกิจได้ ตอนนั้นนี่คิดเลยว่าคุ้มค่ากับที่ต้องตรากตรำเรียนมาตลอดปีนึงจริงๆนะ เพราะจำได้ว่าเพื่อนๆคนอื่นที่อยู่รัฐเดียวกันอีก 5 คนน่ะ เรียน year 11 กันหมดเลย ถึงว่า ทำไมเราเรียนหนักกว่าคนอื่น พอดีว่าก่อนกลับเราไหว้วานเพื่อนเอาไว้แล้วว่าช่วยซื้อไปสมัครสอบเอนทรานส์ให้ด้วย จะกลับไปเอ็นฯแน่ๆ ตอนกลับมันช่วงมกราคมใช่ไหม ก็เหลือเวลาเตรียมตัวไม่ถึงสามเดือน ก็อาศัยอาจารย์ที่โรงเรียนนั่นแหละติวให้ แล้วเราก็ลงมากวดวิชาที่กรุงเทพฯต่ออีกเดือนเต็มๆ เรียนอย่างเดียวตอนนั้นเพื่อที่จะเอ็นฯให้ติด แต่ไม่เครียดเลย เพราะพ่อกับแม่ไม่ได้กดดันอะไร เค้าบอกติดก็ดี ไม่ติดก็เดี๋ยวไปเรียน ABAC ก็ได้ แต่เราก็เอ็นฯติดในที่สุด

- แล้วได้เรียนที่ไหนเอ่ย
เราเอ็นฯติดคณะมนุษย์ศาสตร์ วิชาเอกภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผลเอ็นฯของเรานี่อาจารย์เหวอกันหมด เพราะเค้าไม่ชัวร์เลยว่าเราจะเอ็นฯติดหรือเปล่า คือตอนแรกเค้าก็คิดว่าเราติดแน่นอนไง แต่พอเค้าเห็นแต่ละคณะที่เราเลือกเนี่ย เค้าส่ายหน้าเลย ประมาณว่าเธอเสียสติไปแล้วหรือ เพราะ 5 คณะที่เราเลือกในตอนนั้นน่ะส่วนต่างของคะแนนระหว่างคณะน้อยมาก เอาง่ายๆ คณะอันดับ 1 กับ 5 เนี่ย คะแนนห่างกันไม่ถึง 20 เค้าก็เลยมองว่าโอกาสที่จะเอ็นฯติดมันน้อยมาก เราก็ให้เหตุผลไปนะว่า ถ้าไม่ใช่ที่เลือก 5 คณะนี่ เราก็ไม่อยากเรียนอะไรอย่างอื่นแล้ว เค้าก็เลยปลงกันหมด แต่ดิชั้นเอ็นฯติดค่ะ แถมมหาลัยไม่ไกลจากบ้านมากด้วย เชียงใหม่นี่เอง นั่งรถ 3 ชั่วโมงก็ถึงเชียงรายแล้ว
- มีเพื่อน AFS ที่เรียนด้วยกันหรือเปล่า
มีหลายคนเหมือนกัน ทั้งที่เป็นรุ่นพี่แล้วก็รุ่นน้อง เกือบๆ 10 คนเหมือนกันนะ เฉพาะรุ่นเดียวกับเราก็มี นุช (หรือพร) เรียนอยู่สื่อสารมวลชน, หน่อง ไพรชล คนนี้เมเจอร์เดียวกับเราแล้วก็ เอ๋ อัจฉนา ล่ำซำ คนนี้ถ้าไม่เรียนบริหารก็อาจจะเศรษฐ์ศาสตร์อะไรซักอย่างจำไม่ได้ 3 คนนี่ไปประเทศเดียวกันเลยคือออสเตรเลีย ส่วนคนอื่นๆถ้ามีก็คงจำได้ไม่โดดเด่นเท่าไหร่ เราว่าจำได้แค่นี้ก็เก่งแล้วนา

ญี่ปุ่นครั้งแรก ฤดูหนาว
- เรียนจบแล้วทำงานที่ไหน
ก่อนหน้าโน้น เราเคยทำอยู่ Sony Music (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น Sony & BMG แล้ว) ปีนึง แต่ถ้าเอาปัจจุบันเลยเนี่ย ตอนนี้ไม่ได้ทำงานประจำที่ไหนแล้ว หลังจากที่ทำงานเป็นนักข่าวนิตยสารมานานกว่า 7 ปี เราเคยนั่งตำแหน่งหัวหน้ากองบรรณาธิการนิตยสาร allstars กับ Movie Time แล้วก็นั่งแท่นบรรณาธิการของ allstars อยู่พักนึงก่อนออก คือถ้าเรียกสั้นๆก็คือนักข่าวสายบันเทิงต่างประเทศนี่แหละ ตอนนี้ถึงแม้จะลาออกแล้ว แต่ก็ยังทำงานเป็นนักข่าวอยู่ ผิดแต่ตรงที่ไม่ได้นั่งประจำเท่านั้นเอง
- งานปัจจุบันของตุ้มเป็นอย่างไรบ้าง
ก่อนหน้าที่จะออก หน้าที่หลักๆของเราเลยก็คือการวางคอนเทนต์นิตยสารแต่ละเล่มว่า จะเอาศิลปินคนไหนมาขึ้นปก allstars เป็นนิตยสารที่ focus ดนตรีต่างประเทศเป็นหลัก คือได้หมดทั้งสากลและเอเชีย แต่ไม่รวมศิลปินไทยเท่านั้นเอง นอกจากนี้เรายังต้องออกไปทำข่าว เวลามีศิลปินเดินทางมาประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นงานแถลงข่าว มาโปรโมตอัลบัม รวมถึงที่มาเปิดคอนเสิร์ต นอกจากจะเขียนสกู๊ปแล้วก็ต้องสัมภาษณ์ด้วย วันดีคืนดีจะได้เดินทางไปทำข่าวที่ต่างประเทศด้วย อย่างน้อยปีละหน อย่างมากก็ซักสามหน นอกจากนี้ยังต้องแปลบทความและข่าวต่างๆเยอะมากกกก วันดีคืนดีก็ต้องออกไปหา ad เอง แล้วยังต้องเลือกรูปเอง เลือกรูปแบบการจัดหน้าเอง คุยกับคนทำอาร์ตเอง สากกระเบือยันเรือรบจริงๆ ส่วน Movie Time ก็มีคอลัมน์ประจำที่ต้องรับผิดชอบอยู่เหมือนกัน แต่พอตอนนี้ลาออกแล้ว หน้าที่ของเราก็เลยเหลือแค่ทำข่าวและเขียนข่าวอย่างเดียว ไม่ต้องวางคอนเทนต์หรือดูแลรายละเอียดอย่างอื่นอีก อาชีพนี้จะว่าไปมีข้อดีมากอยู่ เพราะไม่เพียงแต่จะมีโอกาสได้สร้างคอนเน็กชันที่ดีให้กับตัวเองแล้ว ยังเปิดโอกาสให้ได้ลองทำอะไรหลายอย่างด้วยนะ อย่างคนอื่นๆเนี่ยเราไม่รู้หรอกว่าเค้าทำอะไรอย่างอื่นอีกบ้าง แต่เราเนี่ยได้ลองทำงานอะไรอย่างอื่นที่ไม่เคยคิดว่าจะได้ทำมาก่อนหลายอย่างเลย เราทำมาหมดแล้วทั้งอ่านสป็อต อ่านรายการโทรทัศน์ เป็นคอลัมนิสต์ แปลพ็อกเก็ตบุ๊ก เป็นล่ามไปจนถึงคอยดูแลศิลปิน รับจ้างสัมภาษณ์ก็ทำมาแล้วนะเออ นอกจากนี้เรายังมีงานอดิเรกอีกอย่างนั่นก็คือมีวงดนตรีเป็นของตัวเองแล้วก็ไปเล่นตามอีเวนต์ต่างๆด้วย แต่ตอนนี้ห่างเหินไปพักใหญ่แล้ว

ไปทำข่าวที่ญี่ปุ่น
- ได้กลับไปเยี่ยม Host Family หรือเปล่า
ไม่เคยเลย ยังดีที่ได้ติดต่อกันบ้างประปราย ก็นานๆทีเองนะ แต่ก็คิดถึงทุกคนทางโน้นเสมอเลย
- ได้ติดต่อกับเพื่อน AFS หรือเปล่า
ก็มีนัดกินข้าวกับนุ่น เกด แล้วก็กีตาร์บ้างนานๆที บางทีก็มีโทรคุยกัน แต่ไม่บ่อยหรอกนะ
- ขอถามเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวหน่อยนะ ตุ้มแต่งงานหรือยัง
แต่งแล้วจ้ะ แต่งพฤศจิกายน 2547 สามีเป็นคนกรุงเทพฯ เป็นเด็กอักษรจุฬาฯ รุ่นเดียวกับอ๊อบAUS31 นี่แหละ มาเจอกันเพราะหน้าที่การงานโดยแท้เลย สามีทำงานอยู่บริษัท Sony & BMG ตำแหน่ง Product Manager จะเรียกว่าอยู่ในสายการทำงานเดียวกันก็ได้ไม่ผิด

กับสามีที่เกาะมันนอก
- คำถามสุดท้าย ตุ้มคิดว่า AFS ให้อะไรกับตุ้มบ้าง
ก็พูดได้เต็มปากนะว่า ถ้าไม่ใช่เพราะ AFS ก็คงจะไม่มีเราอย่างที่เป็นอยู่ในตอนนี้แน่นอน เราอาจจะไม่ใช่คนที่จะกล้าทำอะไรต่อมิอะไรขนาดนี้ หน้าที่การงานก็คงจะไม่สามารถก้าวมาได้ไกลขนาดนี้ เพื่อนฝูงก็คงจะไม่มากมายอย่างนี้ ชีวิตคงจะไม่ได้สนุกเหมือนอย่างที่เป็นอยู่นี่ ทัศนคติในการมองโลกก็คงจะเป็นอีกอย่างที่ต่างไปจากนี้ หลังจากที่กลับมาในช่วงไม่กี่ปีแรกๆ เรายังมองไม่ได้มองประโยชน์ของ AFS มากไปกว่าแค่ทำให้เราเก่งภาษาอังกฤษแล้วก็กลายเป็นคนกล้าขึ้น แต่พอเวลาผ่านไปแล้วย้อนกลับมามองดู ถ้าวันนั้นเราตัดสินใจไม่สมัครสอบ หรือถ้าเราขี้เกียจไปสอบ วันนี้เราจะเป็นยังไง ชีวิตเราคงจะเปลี่ยนไปเป็นอีกแบบเลย ซึ่งถ้าถามเราล่ะก็เราชอบชีวิตในวันนี้ ณ วินาทีนี้ของตัวเองมากเลยนะ แม้ว่าในตอนที่พิมพ์อยู่นี่ เราจะไม่มีงานประจำทำแล้วก็ตาม คือพูดได้เต็มปากเลยว่า 7-8 ปีมานี้ เราไม่เคยอิจฉาใครเลย เพราะรักในสิ่งที่ทำอยู่นี่เหลือเกิน
- ก่อนจาก มีอะไรอยากเล่าให้เพื่อนๆฟังบ้าง
• ก่อนกลับมา เรามีไปแอบปิ๊งหนุ่มอเมริกันเข้าคนนึง ถึงวันนี้ก็ยังมีแอบยิ้มอยู่เวลานึกถึงช่วงเวลานั้นขึ้นมา แต่มันก็แค่ 3 วันก่อนกลับอ่ะนะ สานต่ออะไรไม่ทันแล้วอยู่ดี
• ทุกวันนี้ยังมีเพื่อนอีกคนนึงที่เรายังนึกถึงและนึกขอบใจเพื่อนคนนี้อยู่เสมอ ไม่ใช่คนอื่นไกลที่ไหน บี (ชาย) ที่ไปญี่ปุ่นรุ่นเดียวกันนี่เอง ช่วงปีที่ไปอยู่ออสเตรเลีย ก็ได้บีนี่แหละที่ขยันตอบจดหมายที่เราเขียนไปบ่นโน่นบ่นนี่ให้อ่านเรื่อย บีก็บ่นไม่น้อยไปกว่าเราหรอก
• พลใหญ่ AUS31 เป็นเพื่อน AFS รุ่นเดียวกันที่ตกระกำลำบากที่สุดเท่าที่ได้ติดต่อกันมา
• ตลอดปีที่ไปอยู่ออสเตรเลียเราเขียนจดหมายไปไม่น้อยกว่า 300 ฉบับ นี่เฉพาะเขียนมือนะ ที่พิมพ์อีกไม่รู้เท่าไหร่ โปสการ์ดไม่นับ
• ก่อนไปหนัก 60 ก.ก. กลับมา 70 ก.ก. เพื่อนบ่นอุบว่าโอบไม่รอบ โชคดีที่น้ำหนักค่อยๆลดลงไปตามกาลเวลา และได้ความสูงเพิ่มมาอีก 3 ซ.ม. เจ๋งเป้งมาก!
• เรามีความสนใจเกี่ยวกับภาษาและประเทศญี่ปุ่นเป็นพิเศษ ที่จริงเราเลือกญี่ปุ่นเป็นตัวเลือกแรกเลยนะ ตอนเรียนอยู่มหาวิทยาลัย ภาษาญี่ปุ่นเป็นวิชาโทของเราล่ะ แต่ตอนนี้ภาษาญี่ปุ่นดิชั้นลงไหไปแล้ว! ก่อนหน้านี้เราเคยมีคอลัมน์แปลเพลงญี่ปุ่นลง J-Spy มาแล้ว ทำอยู่ประมาณ 50 กว่าฉบับได้มั้ง มาหยุดทำไปตอนที่จะแต่งงานนั่นล่ะ
• วงดนตรีของเราประกอบด้วยสมาชิกทั้งหมด 4 คน ซึ่งเล่นแต่เพลงญี่ปุ่นแนว J-Rock วงที่เราคัฟเวอร์คือ L’Arc-en-Ciel ตำแหน่งของเราคือนักร้องนำ แต่เราไม่เคยไปประกวดที่ไหนเลยนะ… แหม… มันเขินน่ะ ปัจจุบันเราไม่ค่อยได้รวมตัวเล่นดนตรีกันเท่าไหร่แล้ว ด้วยปัจจัยของเวลาและอายุขัยของสมาชิกแต่ละคนนี่เอง สังขารไม่เที่ยงนี่มันสัจธรรมตลอดกาลโดยแท้

Live in Concert
• เผื่อคนที่ไม่แน่ใจ เราเป็นคนเชียงรายของแท้ดั้งเดิมที่พูดเหนือได้จริงๆ หน้าอาจจะไม่ให้ แต่ดิชั้น Native Speaker เชียวนา
• ตลอดระยะกว่า 7 ปีมานี้ ศิลปินต่างประเทศทุกคนที่มาประเทศไทย น้อยมากที่จะรอดมือดิชั้น!
• งานอดิเรกของคนอื่นอาจจะเป็นดูหนังฟังเพลง แต่นั่นเป็นอาชีพหลักของเรา แม้แต่อ่านหนังสือก็ถือเป็นงานด้วยเช่นกัน (แต่เป็นงานที่สนุกมาก)
• คนที่จะเป็นนักข่าวที่ดีได้ ไม่ควรที่จะเป็นกรุ๊ปปี้หรือเป็นพวกคลั่งศิลปิน อันนี้ผิดจรรยาบรรณ สมาธิที่ไหนจะเกิดถ้าเอาแต่ปลื้มศิลปินเวลาไปสัมภาษณ์เค้าล่ะ ไอ้ที่ไม่ควรอีกอย่างคือ เมื่อกี้เพิ่งจะเป็นนักข่าวสัมภาษณ์เค้าอยู่หยกๆ เผลอแป๊ปเดียววิ่งตามไปกรี๊ดเค้าซะแล้ว หมดกัน!
• บทเรียนครั้งสำคัญที่ได้รับจากการทำอาชีพนี้ของเราก็คือ รู้หน้าไม่รู้ใจ ใครไม่รู้ว่าถูกแทงข้างหลังเป็นยังไง ให้มาถาม เพราะหลังเราพรุนจนทะลุไปแล้ว!

