บทสัมภาษณ์ ต้อนรับเดือนแห่งความรัก “โตน” นิวซีแลนด์

This item was filled under Interviews

เพื่อนที่เราจะแนะนำให้รู้จักกันในวันนี้
มีเพื่อนให้คำนิยามความรักของเธอว่าเป็นความรักแบบ “AFS Sweetheart”
เธอคือ โตน (New Zealand) เราเลือกที่จะสัมภาษณ์เธอในเดือนกุมภาพันธ์ หรือเดือนแห่งความรัก
เพราะเราคิดว่าความรักของเธอน่าสนใจทีเดียว เราลองมาดูกันดีกว่าว่าจะน่าสนใจขนาดไหน
แล้วทำไมถึงเรียกว่า AFS Sweetheart… ติดตามอ่านกันได้เลย

Profile
ชื่อ - นามสกุล : ฐิติ ฉันธิกุล
ชื่อเล่น : โตน
ชื่อใน webboard : TonNz
ไป AFS ที่เมืองและประเทศ : Kaitaia , NewZealand
ที่อยู่ปัจจุบัน : Postboks 6 8851 Herøy Norway
สถานที่ทำงาน : Herøy Museum , Herøy sentralskole

  • ขอเริ่มตั้งแต่ก่อนไป AFS เลยนะ ก่อนไปโตนอยู่โรงเรียนอะไร

โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า

  • ทำไมถึงสมัคร AFS

อายจัง ถ้าบอกว่าอาจารย์ยัดเยียดใบสมัครให้ จริง ๆ แล้วเคยสมัครครั้งหนึ่งตอนอยู่ ม. 4 แต่พอถึงเวลาขี้เกียจไปสอบ

  • ไป Orientation Camp ที่ไหน

ที่พัทยา มีกรุ๊ปของ New Zealand, Australia และ Japan 3 ประเทศ สนุกมาก ๆ แม้นจะยังอาย ๆ กันอยู่ เพราะเพิ่งจะรู้จักกัน มีกิจกรรมให้ทำตั้งเยอะ ได้เพื่อนใหม่กลับบ้านเพียบ

  • วันขึ้นเครื่องบรรยากาศเป็นอย่างไร มีใครมาส่งบ้าง

ตื่นเต้นบวกกับกลัวๆ ก้อต้องจากบ้านไปตั้งปีหนึ่งหน่ะ และไปต่างประเทศครั้งแรกในชีวิตด้วย พ่อกับแม่มาส่ง และก้อเพื่อน ๆ ที่โรงเรียนก้อมา อาจารย์ที่บังคับให้เราสมัครก้อมาด้วยล่ะ Nz เป็นกรุ๊ปแรกที่ไป ก็เลยมีเพื่อน ๆ AFS มาส่งด้วย จำได้ว่าร้องไห้ด้วย ขี้แยนิดหน่อย ตอนนี้ก้อยังขี้แยอยู่

  • เล่าให้ฟังเรื่องการเดินทาง และวันแรกที่ไปถึงหน่อยสิ

ทุกคนอาจจะยังไม่ค่อยสนิทกันมากนัก บวกกับเป็น Night Flight บนเครื่องทุกคนก้อดูจะเรียบร้อยกันเป็นส่วนใหญ่ ผิดกับขากลับที่เม้าท์กันกระจาย จนแอร์บนเครื่องกับผู้โดยสารอื่นแอบค้อนพวกเราตั้งหลายที (โดยเฉพาะอีหมีที่ไปด่ากับแอร์เรื่องไม่ให้มันกินเบียร์)

  • มีเพื่อน AFS จากประเทศไทยอยู่ในเมืองเดียวกันกับโตนหรือเปล่า

มีปิ๊บไง แต่ไม่ได้อยู่เมืองเดียวกันหรอก ขับรถก้อประมาณ 2 ชั่วโมง เจอปิ๊บทุกครั้งที่ไปแคมป์ และเคยเจอกันโดยบังเอิญครั้งหนึ่ง งานของชมรม จำได้ว่าเราเต้นเมารีอยู่บนเวที ปิ๊บเจ้าเก่ามาโบกไม้โบกมือให้ (แอบดีใจได้เจอเพื่อน) นอกนั้นก้อเจอแอน นิด ต่อ เต้ย ชมพู่ ตอน Year Camp

  • ตอนไปเจอ Host Family ครั้งแรก โตนรู้สึกอย่างไรบ้าง

จำได้ว่า Host Family มารับต่อเป็นคนแรก ตอนนั้นก้อใจระทึกนิดหนึ่ง ว่าของเราจะมาเมื่อไร สรุปว่ามารับคนที่ 2 เลยมั้ง ตื่นเต้นม๊ากก แต่พอมาจริงๆกลับตกใจ และกลัวนิดหนึ่ง ก็แหม ต้องไปอยู่กับใครก้อไม่รู้ตั้งปีหนึ่ง และ Host Sister ของเรานะซิ กระเยอะมาก มากจริง ๆ ก้อในรูปไม่เห็นเป็นอย่างนี้เลยนี่หว่า ส่วน Dad ก้อหนวดเคราเต็มหน้าเลย ก็เกิดมาไม่เคยเจอ (ว่าอะไรไว้มักได้อย่างนั้นกลับมาจริง ๆ) แต่ปรากฎว่าใจดีทุกคนเลย

  • Host Family ของโตนเป็นยังไงบ้าง

ที่บ้านมีน้องสาว 3 คน อายุ 15, 13 และ 11 ปี เท่ากับเราเป็นพี่ใหญ่ของบ้าน บ้านที่ไปอยู่ก็ถือว่ามีอันจะกินล่ะ มี 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ มีสนามใหญ่มาก ตัดหญ้าทีปวดแขนไปนาน เราได้นอนห้องที่มีห้องน้ำในตัวด้วยล่ะ แต่นอนกับน้องคนโต รอบบ้านก้อติดภูเขา และทุ่งนา อากาศดีสุด ๆ แม้ว่าจะอยู่นอกเมืองซักหน่อย มีเพื่อนบ้านไม่กี่หลัง มีหมา 1 ตัวน่ารักมาก และแมวอีก 3 ตัว ขอท้าวความหน่อย ปกติเราไม่ได้เลี้ยงหมาหรือ แมวที่บ้าน เพราะแอบรังเกียจขน พอมาที่นี่ก้อต้องทำใจเล็กน้อย เพราะรู้ ๆ กันอยู่ว่า ส่วนใหญ่เค้าเลี้ยงไว้ในบ้าน กินนอนอยู่ด้วยกัน(เลียอาหารจานเดียวกันด้วย อี้ มาก ๆ เลย )
น้องหมาน้อย มันก้อจะพยายามขึ้นมานอนบนเตียงกับเรา ซึ่งรับไม่ได้ในตอนแรกเลย เพราะเกิดมาไม่เคยมีหมา หรือแมว ตัวไหน บุกรุกเราถึงที่นอนได้ นึกในใจมีตั้งหลายห้องที่เต็มใจให้มันนอนด้วย แต่ทำไมต้องเป็นเรา ก้อจะแอบถีบมันตกเตียงประจำเวลาไม่มีใครเห็น จนหลัง ๆ ก็ชินกับมัน

  • โรงเรียนของโตนเป็นยังไงบ้าง

อยู่ Kaitaia College ชนบทนิดหน่อย เพราะเป็นโรงเรียนเดียวที่มี แต่ใหญ่เหมือนกัน เราเรียนอยู่ Form 6 มีเพื่อน AFS 1 คนจากสวีเดน ไม่ค่อยได้เจอกันเท่าไร เพราะอยู่กันคนละ House Group

  • วันแรกที่ไปโรงเรียนเป็นอย่างไรบ้าง

ตื่นเช้ากว่าที่เคย จริง ๆ ก็สายกว่าตอนอยู่เมืองไทยล่ะ ไปรถโรงเรียน ขึ้นคนแรกลงคนสุดท้าย เพราะบ้านอยู่ไกลสุด วันแรกที่ไปโรงเรียนเท้าบวมเพราะผึ้งต่อย พอไปถึงโรงเรียนแอบโกรธน้องมาก ๆ มาด้วยกันอยู่ดี ๆ พอลงจากรถปุ๊ป ก้อหายสาบสูญไปเลย โชคดีนะว่าเจอเพื่อนของน้องคนโตที่อยู่ House Group เดียวกัน ก็เลยตามเค้าไปเข้าห้องด้วย

  • เรียนวิชาอะไรบ้าง

เลข (ภูมิใจมาก ฝรั่งแอบงง เพราะเครื่องคิดเลขก็ไม่ใช้ แต่ได้100% ตลอด ง่ายจริงๆ )
อังกฤษ (เยินนิดหน่อย เพราะเรียนอยู่ดี ๆ เค้าเห็นแววว่าจะไปไม่รอด เลยให้ไปเรียนตัวต่อตัว)
ตัดเย็บ (มือใหม่หัดเย็บ มีเรียนกัน 5 คน ได้ที่ 4 ล่ะ อย่างน้อยก็ไม่ใช่ที่โหล่)
พละ (เยินมาก เคยโดดเรียนวิชานี้ด้วย พอวันรุ่งขึ้น มีชื่อขึ้นบอร์ด โดนลงโทษโดยการกักบริเวณช่วงพักเที่ยง และให้คัดลายมือ 2 หน้ากระดาษ อับอายเพื่อน ๆ มาก)
และคอมพิวเตอร์ (เคยไปยืนร้องไห้กับคุณครูด้วย บอกเค้าว่าสอนอะไรก็ไม่รู้ไม่เห็นรู้เรื่องเลย พูดช้า ๆ หน่อย เค้าก็งงนะ แต่หลังจากนั้นก็ได้รับการเอาใจใส่จากคุณครู)

  • ทำอะไรบ้างตั้งแต่เช้า

วันธรรมดาก็ไปโรงเรียน เย็นวันอังคารจะนอนค้างที่โรงเรียน เเพราะเราเข้าชมรมเมารี จะมีสอนร้องเพลง และก็เต้น วันพุธมั้งถ้าจำไม่ผิด ที่บ้านจะอนุญาตให้กินข้าวหน้าทีวี ได้ (ฮิบ ๆฮูร่า) เพราะทุกคนติด Bevery Hill 90210 ต้องดูเลยล่ะ!!!! ส่วนเย็นวันศุกร์ จะเป็น 1 วันที่ได้เดินเที่ยวในเมือง ไม่ต้องกลับรถโรงเรียน เพราะ Mum จะเป็นคนมารับกลับบ้าน วันเสาร์เช้าจะซ้อมฟตบอลของชมรม เชื่อป่ะ ไปแข่งที่ไหนไม่เคยชนะเลย นอกจากนั้น บางทีเสาร์อาทิตย์ก็จะมีเพื่อน ๆ มารับไปเที่ยวหรือไม่ก้อไปค้างบ้านเพื่อน บางทีก็ไปกับที่บ้าน ส่วนใหญ่ที่บ้านจะมีปาร์ตี้บาบีคิวตลอด แต่ถ้าปิดเทอม Mum ก้อไปเที่ยวต่างเมือง หรือไม่ก้อไปบ้านชายทะเล ไปตกปลา

  • งานอดิเรกตอนอยู่ที่นั่น

ไม่รู้เดะ ไม่ค่อยได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันมั๊ง

  • มี AFS Camp หรือเปล่า ได้เจอเพื่อนคนไทยไม๊

ที่จำได้ก้อประมาณ 4 หรือ 5 ครั้งเนี่ยล่ะ เจอปิ๊บทุกครั้ง เพราะอยู่ใกล้กันสุด นอกนั้นก้อเจอ นิด แอน ต่อ เต้ย มันส์สุด ๆ ก้อแคมป์สุดท้ายนี่แหละ เพราะเพื่อนเยอะม๊ากกกก

  • ได้ไปเที่ยวที่ไหนบ้าง

ที่บ้านพาเที่ยวเกือบทั่วเกาะเหนือแหล่ะช่วงปิดเทอม ขับรถทัวร์กันไป เริ่มจาก Wellington ขึ้นไปจนถึงบ้านซึ่งอยู่เกือบหนือสุด แล้วก้อไปเที่ยวบ้านเต้ยที่ Auckland เจอต่อ ที่พยายามจะหลอกที่บ้านเพื่อจะมาค้างบ้านเต้ยด้วยกัน แต่ไม่สำเร็จ แล้วก็เจอแอน แต่ไม่รู้ทำไมไม่เจอนิด จำไม่ได้ว่ะ แล้วเต้ยเคยมาเที่ยวบ้านเราหนหนึ่ง
(ผู้เขียน – โตนจำไม่ได้ว่าเคยเจอเรา ตอนเราขึ้นไปบ้านเต้ย แล้วโตนแอบโผล่มาจ๊ะเอ๋ งงมากว่าโตนมาได้ไง)

  • เหตุการณ์ประทับใจของปี

ประทับใจเยอะมาก ทั้งกับครอบครัว และเพื่อนๆที่โรงเรียน เพื่อนพาไปเสียคนบ่อยมากกก บางทีที่ไปเที่ยวกัน ที่บ้านยังไม่รู้เลย ฮิ ฮิ แอบชั่วนิดหนึ่ง ความเพิ่งจะแตกตอนหลัง ตอนที่กลับไปเยี่ยมเค้าเนี่ยแหละ ได้เห็นหิมะครั้งแรก ตื่นเต้นมาก Mum พาไปบนภูเขาที่เค้า Ski กัน แต่ให้พวกเราเล่นโดยแจกถุงขยะดำใบใหญ่ ๆ ให้คนละใบ แล้วไปนั่งไถลลงมาจากบนเขา จำได้ว่าสนุกมาก และก่อนกลับได้ไปดู ละคร Broadwayกับ Family ด้วย ประทับใจสุด ๆ

  • 1 ปีผ่านไปไวเหมือนโกหก เรามาถามความรู้สึกโตนกันดีกว่าว่าลงจากเครื่องบินก้าวแรก รู้สึกอย่างไรบ้าง

เย้ กลับบ้านแล้ว คิดถึงพ่อกับแม่จัง

  • กลับไปเรียนที่โรงเรียนเดิมหรือเปล่า

ตอนแรกกะกว่าจะกลับไปสอบ ของ ม. 6 แต่ไป ๆ มา ๆ ก้อไม่ได้สอบ แค่แวะไปหาเพื่อนเฉย ๆ

  • หลังจากนั้นเรียนอะไร

สื่อสารมวลชน คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ส่วนป.โท ว่าจะ ว่าจะ มาหลายปีแล้ว ก้อไม่ได้เรียนซักที หมดไฟแล้วล่ะ

  • มีเพื่อน AFS ที่เรียนที่มหาวิทยาลัยด้วยกันหรือเปล่า

จำได้ว่าไม่มีเลย เพื่อนๆไม่นิยมเรียนเกษตรกัน หนีไปเรียนจุฬากับธรรมศาสตร์กันหมด

  • จบแล้วโตนทำงานที่ไหน

พอเรียนจบ ไฟแรงอยากทำงานตามสายที่เรียนมา ก้อไปเป็นผู้สื่อข่าวอยู่ที่ ช่อง 7 เหนื่อยมาก แต่สนุก ทำได้ประมาณ 2 ปี จากนั้นก้อไปสมัครเป็นแอร์สายการบิน พี บี แอร์ ของบุญรอด ฯ ทำได้ประมาณ 8 เดือน แล้วก้อย้ายไปทำกับสายการบินญี่ปุ่น JALWAYS ทำอยู่ที่นี่ประมาณ 4 ปี แล้วก้อลาออกมาแต่งงาน

  • งานปัจจุบันโตนทำอะไรบ้าง

ตอนนี้ทำ Part Time นิดหน่อย ไปเป็นผู้ช่วยคุณครูเด็ก ป. 3 อาทิตย์ละ 3 วัน สนุกมาก เพราะเด็ก ๆ น่ารัก ช่างพูด มักจะมีคำถามที่เราไม่ค่อยคาดฝันมาก่อน และก้อทำที่ Museum แต่ที่นี่ทำตามอารมณ์ เพราะสามีเป็นคนจ้าง

  • ได้กลับไปเยี่ยม Host Family หรือเปล่า

เคยกลับไปครั้งหนึ่งตอนเรียนจบมหาวิทยาลัย รอบนี้ได้ไปเที่ยวเกาะใต้ด้วย หนุกสุด ๆ เพราะไปแบบ Backpack คนเดียว เที่ยวคนเดียวอยู่พักหนึ่ง แล้วเพื่อนสนิทก็บินตามมาเที่ยวด้วย

  • ได้ติดต่อกับเพื่อน AFS หรือไม่ มีใครบ้าง

เคยติดต่ออยู่ช่วงหนึ่ง แล้วจากนั้นเราก้อหาย Head ไปเอง แล้วได้มาคุยกับปิ๊บอีกครั้ง หลังเราแต่งงานบังเอิญเราไปเจอกับ บิ๊ค ออสเตรเลียที่สนามบิน บิ๊คกับเราแอบมองกันอยู่ตั้งนานเพราะความไม่แน่ใจ ใครหว่า โคตรคุ้นหน้าเลย แล้วบิ๊คก็ต่อสายให้เราคุยกับปิ๊บล่ะ

เนื่องจากเดือนนี้เป็นเดือนแห่งความรัก ขออนุญาตเราถามซอกแซกเกี่ยวกับความรักของโตนหน่อยนะ

  • โตนแต่งงานไปตั้งแต่เมื่อไร

สิงหา ปี 47

  • เจ้าบ่าวเป็นใคร แนะนำให้เพื่อนๆ รู้จักหน่อยนะ

สามีเป็นคน Norway เป็นเพื่อนกัน เจอกันที่ New Zealand เป็น AFS รุ่นเดียวกันนั่นแหละ เจอกันหนเดียวจริง ๆ ที่ Year Camp ตอนเรากำลังจะกลับบ้านแล้ว แต่เขาเพิ่งมาได้ครึ่งปี

  • ประทับใจกันได้ยังไง

สะดุดตาเพราะหล่อดี เป็นคนเงียบ ๆ ขึ้อาย เจอกันตอน Year Camp พวกเราแก๊งเด็กไทย มีกัน 6 คนที่ไปอยู่ Farm Stay (ปิ๊บ นิด แอน ต่อ และ เต้ย) ตอนแรกพวกเราแทบจะไม่รู้เลยว่ามีเค้าอยู่บนรถ จนกระทั่งมาถึงที่แคมป์เนี่ยแหละ ด้วยสายตาอันแหลมคมก้อเห็นฝรั่งหน้าตาจิ้มลิ้มน่ารัก นั่งหลบมุมซดวอดก้าน้ำส้มโดยไม่เรียกใครเลย เราจำได้ว่าเต้ยมันเคยบ่น ๆ แกมประนามพวกเรา 4 คน ว่าไม่งาม ที่จะไปจีบผู้ชายก่อน ใครจะสน คาดว่าเต้ยมันแอบอิจฉา ฮิฮิฮิ ตอนแรกพวกเราก้อไม่ได้คิดอะไรกัน แค่แซวกันเล่นๆ สนุกๆ ก้อพวกเรามันเป็นพวกมากในแคมป์นิ ไม่รู้มาไงเหมือนกันถึงมาปิ๊งกันได้

  • อะไรทำให้ความสัมพันธ์ยืดยาวได้ขนาดนี้

ตอนที่กลับมาจาก New Zealand ใหม่ ๆ ก้อยังติดต่อกันอยู่นะ แต่ด้วยความเป็นคนที่ขี้เกียจเขียนจดหมาย เพราะไม่รู้ว่าจะเขียนอะไรมากกว่า ก้อไม่ค่อยได้เขียนตอบเค้าหรอก หวังแต่จะได้รับอย่างเดียว ชั่วจริง ๆ และตอนนั้นชีวิตที่มหาวิทยาลัยกำลังสนุก จนเงียบหายกันไป แต่เชื่อไหมว่าเค้าเป็น AFS ต่างชาติคนเดียว ที่ส่งการ์ดปีใหม่มาให้ทุกปี แต่ความชั่วเรายังมี ก็ไม่เคยส่งกลับ เคยเขียนจดหมายไปหาบ้าง ปีละ 1 ฉบับหรือ 2 ปีฉบับประมาณนั้นล่ะ แบบว่าขี้เกียจ

จนอยู่มาวันหนึ่งประมาณปี 42 มั้ง ไม่รู้นึกอะไรหรือเป็นอะไรขึ้นมา อยู่ๆก็คิดถึงผู้ชายคนนี้อย่างแรง ก็เลยเขียนจดหมายไปหา แต่ในใจไม่ได้คิดว่าเค้าจะตอบกลับมาหรอก (คงจะทำเหมือนที่เราเคยทำ) แต่เค้าก้อตอบกลับมาล่ะ จากนั้นเราก้อเริ่มติดต่อกันทางจดหมาย 3-4 เดือนเขียนที, 2 เดือนเขียนที , 1เดือนเขียนที จนกลายมาเป็นได้รับจดหมายปุ๊บ ก้อเขียนตอบกลับปั๊บเลย เนื้อความส่วนใหญ่คือ คิดถึงจัง เป็นยังไงบ้าง อยากเจอ เราน่าจะมาเจอกันที่ไหนซักแห่งเนอะ เป็นคนละครึ่งทางก็ได้ ตอนนั้นก้อไม่ได้คิดไม่ได้หวังอะไร ก้อแหมคนอยู่ไกลกันตั้งครึ่งโลก

จนปี 44 เค้ามาหาเราที่เมืองไทย ตอนแรกที่ไปรับที่สนามบิน จำกันไม่ได้ ต่างคนต่างเปลี่ยนไป เค้าจากเคยผอมและหน้าใสม๊ากกกก ก้อมีหนวดเครารุงรัง ใส่แว่น มีน้ำมีนวล พูดง่าย ๆ ก้ออ้วนนั่นแหละ ส่วนเราเคยอ้วนฉุ ผมยาว ก้อผอมลง ผมซอยสั้นกุด ตอนเจอกัน ก้อยืนมองหน้ากันพักหนึ่งแบบงง ๆ ว่าใช่เธอเปล่า ฮืมใช่ก้อได้ว่ะ!!

เค้าอยู่เมืองไทย 1 เดือน แต่เราไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอด เพราะตอนแรกไม่ได้คิดอะไร ก้อเลยไม่ได้ลาพักร้อนยาว ลาแค่ 2 อาทิตย์ แล้วเราก้อไปบินตามปกติ (ตอนนั้นเป็นแอร์น่ะ) จำได้ว่ารู้สึกผิดมาก ๆ ตอนที่ต้องบอกลา เพราะว่าเราจะสวนทางกัน ตอนเราบินกลับมาไทย เค้าก็จะบินกลับนอร์เวย์ เวลาเดียวกันเปะเลย ตอนนั้นถ่านไฟเก่าก็ปะทุบ้างนิดหน่อยแล้วล่ะ เค้าเขียนจดหมายทิ้งไว้ให้เราฉบับหนึ่ง บอกถึงความรู้สึกต่าง ๆ ที่มี จากนั้นไม่นานเราก้อตกลงใช้คำว่าแฟนกัน คนใกล้ตัวงงมาก ๆ กับข่าวนี้ เพราะดูเหมือนจะยากมาก(เลยล่ะ) ที่คน 2 คน แทบจะไม่เคยเจอกันเลย จะมาเป็นแฟนกัน ในแต่ละปีเราจะพบกันแค่ 2 หน คือที่เมืองไทย กับที่นอร์เวย์ นอกนั้นเราติดต่อกันทางจดหมายเหมือนเดิม ไม่เคยคุยกันทางโทรศัพท์ งงเด่ะ

  • แล้วการอยู่ไกลกันตอนเป็นแฟน โตนสามารถรักษาความสัมพันธ์ไว้ได้ยังไง

สิ่งที่ทำให้มีได้ถึงวันนี้ คือความเชื่อใจกันล้วน ๆ เราก้อเคยคิดนะว่าเค้าจะมีคนอื่นเปล่า เป็นฝรั่งด้วย ไม่ค่อยน่าไว้ใจ บวกกับตอนนั้นเราก็แอบมีกิ๊ก ตามแฟชั่น ความชั่วปรากฎ สรุปก้อคิดได้ว่า เราอยากเชื่อมั่นในตัวเค้าให้ได้ 100 % เราก็ควรจะทำให้เค้าเชื่อมั่นในตัวเราได้ 100% เหมือนกัน

  • เคยมีความเข้าใจผิดที่เกิดจากวัฒนธรรมที่แตกต่างกันหรือเปล่า

นิดหน่อย แต่โชคดีที่สามีเป็นคนอ่านหนังสือมาก เลยรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมไทยเยอะ แต่อย่างนั้นก็เถอะ ยังมีเรื่องให้น้อยใจตั้งหลายหน เค้าไม่เคยง้อเราเลยเมื่อเราผิด แอบงอนอยู่หลายหน แล้วเราก้อต้องเป็นฝ่ายง้อกลับประจำ เดี๋ยวนี้เราก็เลิกงอนแล้วล่ะ มีอะไรไม่เข้าใจกัน ก็จะพูดกันเลย เลิกแล้วล่ะ แบบที่ให้เดาใจกันเอง เสียใจกันเปล่า ๆ

  • เล่าตอนขอแต่งงานหน่อยนะ

ขอแต่งงานตอนไปเที่ยวนอร์เวย์ ไม่มีดอกไม้ ไม่มีดินเนอร์ ไม่มีแสงเทียน ไม่มีอะไรทั้งนั้น แต่กลับนอนก่ายหน้าผาก พูดงึมงัม ๆ อยู่ตั้งนาน แล้วก็ขอแต่งงาน ไม่รู้ว่าคิดหนักหรือว่ากลัวอะไร จนปัจจุบันก้อยังหาคำตอบไม่ได้ว่าทำไมต้องก่ายหน้าผาก คิดแล้วก้อยังขำกันตลอด และก่อนวันแต่งงาน พ่อเค้าเอากระดาษมาให้ดู บอกว่าสามีเคยเขียนไว้เมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้วว่า อยากแต่งงานกับผู้หญิงไทย ยิ้มแก้มแฉ่งเลย!!!

  • รู้ได้อย่างไรว่าคนนี้จะเป็นคู่ชีวิตของเราในอนาคต

อยู่ด้วยแล้วมีความสุข สบายใจ เป็นตัวของตัวเองได้อย่างเต็มที่ เคยคิดก่อนแต่งเหมือนกันว่าจะดีหรือ ที่จะแต่งกับเค้า เพราะการใช้เวลาด้วยกันน้อยมาก มีแต่คนเป็นห่วง โดยเฉพาะแม่ แต่มาถึงตอนนี้ บอกได้เลยว่ามีความสุขสุด ๆ


  • เตรียมตัวเป็นแม่บ้านอย่างไร

ไม่ได้เตรียมอะไรเลย จริง ๆ แล้ว พอถึงเวลามันก้อเป็นไปเอง จากที่ทำกับข้าวไม่เป็น ก็ทำเป็น (ตอนอยู่เมืองไทยก็พึ่งแม่ หรือไม่ก็แกงถุงตลอด) ไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้ต้องมานั่ง Bake ขนมปัง ขนมเค้ก ก้อทำได้ ความรับผิดชอบจะมีเข้ามาเองโดยไม่รู้ตัว จำได้ว่าครั้งแรกที่เราอยู่กัน 2 คน ที่บ้านของเรา มันเป็นความรู้สึกที่ตื่นเต้น และภูมิใจมาก ๆ เลย

  • หลังจากแต่งงานแล้วอยู่ที่ไหน

ย้ายตามสามีมาอยู่ที่นอร์เวย์ มาใหม่ ๆ เศร้ามาก คิดถึงบ้าน คิดถึงเพื่อน คิดถึงงานตลอด

  • ตอนนี้โตนทำอะไรอยู่ที่นั่น

ก้อเรียนภาษาเค้าอยู่ โคตรยากเลย สงสัยมาเรียนตอนแก่มั้ง มันถึงได้ยากขนาดนี้ และก้อทำ part time นิดหน่อย

  • จะย้ายกลับมาเมืองไทยหรือเปล่า

อยากให้ลูกได้เรียนหนังสือที่นี่ก่อน (ตอนนี้ยังไม่มีลูกหรอกนะ) เพราะเท่าที่ได้สัมผัสกับการเรียนของเด็ก ๆ ที่นี่ รู้สึกว่าดีมาก ๆ เลย เรียนรู้ด้วยตัวเองจากธรรมชาติ และก็คงจะย้ายกลับมา ก้อคงอีกพักหนึ่งล่ะ

  • มีอะไรที่โรแมนติคที่สุดที่เขาเคยทำให้

คิดไม่ออกเลย สามีไม่โรแมนติคเลย แต่ถ้าอยากได้อะไรก้อให้บอก ไม่เคยปฎิเสธเลย

  • คำถามสุดท้ายคิดว่า AFS ให้อะไรกับเราบ้าง

ให้หลายอย่างมาก ๆ 1 ปีกับการได้เรียนรู้ สิ่งใหม่ ๆ ของโลกอีกด้าน ให้ประสบการณ์ที่สอนให้เราปรับตัว ซึ่งที่ไหนก้อสอนไม่ได้ ให้เพื่อนใหม่ทั้งเพื่อนคนไทยและเพื่อนต่างชาติ เป็นใบเบิกทางให้กับการเรียน และอาชีพ อ้อ….ได้ให้พบกับสามีด้วยล่ะ

เป็นไงบ้างคะ เชื่อว่าหลายคนตอนนี้คงกำลังนึกถึง AFS Sweetheart ของตัวเองสมัยอยู่ที่นู่นใช่ไม๊เอ่ย
ในโอกาสเดือนแห่งความรัก ขอให้เพื่อนๆที่มีคู่ใจแล้ว ก็มีความสุขมากๆ ส่วนคนที่ยังไม่มีใคร ก็ขอให้เจอคนที่ใช่เร็วๆนะคะ


You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. You can leave a response, or trackback from your own site.